ว่าจะเขียนเืรื่องนี้นานแล้ว ก็ไม่ได้ฤกษ์เขียนสักทีค่ะ แถมยังยุ่งๆกับน้องปรายรุ้งต้องเตรียมตัวสอบเข้าชั้นป.1 ด้วย ตอนนี้สอบได้เรียบร้อยนะคะ รอเปิดเทอมโรงเรียนใหม่..
 
บ้านแม่ปันปราย เราทำงานกันทั้งพ่อทั้งแม่ค่ะ ตอนนี้อยู่ระยอง หลายครอบครัวก็คล้ายๆกันคือ ทำงานหาเงินส่งลูกเข้าเนอสเซอรี่ เพราะส่วนใหญ่ ไม่มีใครอยู่บ้าน หรือถ้ามีผู้ใหญ่อยู่บ้าน ก็อาจเป็นคุณตาคุณยาย อายุมากแล้ว ส่งลูกเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล ก็จะสะดวกกันทั้งหมด
 
แม่ปันปรายเลี้ยงลูก 2 คนไม่เหมือนกันค่ะ ลูกชายคนโตตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ตอนนั้นลาออกจากงานมาเลี้ยงน้องเอง ตอนนั้นคิดว่าตัวเองทำดีสุดๆ แต่กลายเป็นว่า ลูกเราพัฒนาการด้านสังคมช้ากว่าเด็กที่เรียนเนอสเซอรี่เสียอีก ตอนนี้ถ้าจะถามว่าต้องพาลูกๆไปเรียนเนอสเซอรี่ดีรึเปล่า แม่ปันปรายเห็นด้วย 100% จ้ะ
 
อ้าว.. ว่าจะเล่าเรื่องการเลือกเนอสเซอรี่ก็เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อีกแล้ว Foot in mouth (อายุเยอะ เริ่มก่งก๊ง..) ใครสนใจอ่านเรื่อง "ใหลูกไปเนอสเซอรี่ ดีหรือเปล่า" แวะตามไปที่ลิงค์นี้นะคะ http://kidblog.exteen.com/20120516/entry กดเลย
 
วิธีการง่ายสุดๆ และได้ผลสุดๆในการเลือกเนอสเซอรี่ก็คือ ถามจากผู้ปกครองคนอื่นที่เคยส่งลูกหลานไปเรียนที่เนอสเซอรี่นั้นๆมาแล้ว เพราะจะได้คำตอบที่ชัดเจน แถมอาจจะมีคำอธิบายและข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอีกต่างหาก
 
แต่อย่างไรก็ตาม พ่อแม่แต่ละคนต่างก็มีบรรทัดฐานไม่เท่ากัน และนอกจากการสอบถามจากผู้อื่นแล้ว เราเองก็ต้องพิจารณาถึงส่วนประกอบอื่นๆด้วย เช่น
 
  • สถานที่ตั้ง ทุกวันนี้การเดินทางกลายเป็นประเด็นหลักๆ ในการตัดสินในหลายๆเรื่อง การเลือกเนอสเซอรี่ที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้าน หรือที่ทำงานย่อมจะเป็นประโยชน์ การไปรับไปส่งก็จะสะดวกขึ้น และลูกเราก็จะไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง (น้องบางคนยังเล็กๆน่าสงสารมากค่ะ)  สำหรับสถานที่ตั้ง ต้องดูด้วยว่า อยู่ใกล้กับแห่ลงชุมชนแบบไหน ใกล้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มีกลิ่น มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีรึเปล่า  มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน อีกอย่างสมัยนี้ภัยจากผู้คนก็มีมากนะคะ ถ้าสถานรับเลี้ยงเด็กไปอยู่ในแหล่งชุมชนที่ไม่เหมาะสมคงไม่ดีแน่ 
  • ความสะอาดในโรงเรียน เวลาที่เราจะเลือกเนอสเซอรี่ให้ลูกๆของเรา ต้องเข้าไปเดินชมให้ทั่วๆนะคะ ดูห้องเรียน ห้องอาหาร ห้องน้ำ บริเวณสวน และสนามเด็กเล่น เดินดูให้รอบๆ บางที่อาจจะดูสะอาด มีอนามัย แต่กลับมีสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง เช่น สนามเด็กเล่นเก่า ดูไม่แข็งแรง เป็นต้น
  • หลักสูตรการเีรียนและกิจกรรมของโรงเรียน แม่ปันปรายเคยอ่านหนังสือ อ่านอินเตอร์เนตมาเยอะเหมือนกันค่ะ หลายคนว่า ช่วงเด็กก่อนวัยเรียน ไม่ต้องให้มีการเร่งรัดมาก ให้ทำกิจกรรมนิดหน่อยก็เพียงพอ โดยส่วนตัวแล้ว แม่ปันปรายว่า สำหรับช่วงเด็กเล็ก (ก่อนอนุบาลชั้น1) การไปเนอสเซอรี่ เหมือนเป็นการเตรียมของความพร้อมของเด็ก เน้นให้รู้จักเพื่อน ให้อภัย การอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ส่วนโรงเรียนจะมีการสอนเสริม ใช่ให้รู้จัก ก - ฮ หรือ นับเลข ร้องเพลง ก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนนำลูกเข้าเนอสเซอรี่ก็ต้องไปพูดคุยกับครูผู้สอนด้วยจ้ะ
  • การให้ความช่วยเหลือ เช่น กรณีที่ลูกเราเป็นเด็กที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ เช่นน้องมีอาการแพ้ไข่ แพ้นมวัว ดังนั้นอาหารต้องไม่มีไข่ หรือห้ามทานนมวัว ทางโรงเรียให้การดูแลได้หรือไม่ หรือทางเราต้องห่อข้าวไป แล้วช่วยกันดูแลต่อไปเป็นต้น
  • เรื่องอื่นๆเช่น บางโรงเรียนลูกของเพื่อนที่ทำงานเค้าว่า เนอสเซอรี่ที่ลูกเค้าไป มีกล้องวงจรปิดด้วย คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงลูก ก็สามารถเข้าเวปไซด์ของทางโรงเรียน เพื่อเข้าไปดูลูกได้เลย ได้ฟังแบบนั้น แม่ปันปรายว่า เราพ่อแม่ก็จะรู้สึกอุ่นใจในระดับหนึ่งเลยค่ะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ปันปรายอยากให้เราดูแลใส่ใจลูกให้สม่ำเสมอนะคะ เด็กๆไปสถานรับเลี้ยงเด็กกลับมา ก็ต้องควรตรวจดูว่า น้องสบายดีหรือเปล่า ไปหกล้ม ชนอะไรรึเปล่า ถ้ามีโอกาสไปรับน้องเอง ก็ควรตรวจดูคร่าวๆเลยค่ะ พบอะไรผิดปกติ จะได้สอบถามกับคุณครูได้ทันที 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ทบทวน พูดคุยกับลูกเราด้วยนะคะ วันนี้เพื่อนเป็นยังไงบ้าง คุณครูสอนหนูว่ายังไง ให้น้องได้เล่าเรื่องให้ฟัง ก็จะเป็นการพัฒนาความจำ และการพูดการคุยของลูกไปด้วย

 

 

เรื่องเด็กๆเป็นเรื่องละเอียดนะคะ พ่อแม่ใหม่ๆ อย่ากังวลให้มากเกินไป ค่อยคิดค่อยทำไปค่ะ แล้วแม่ปันปรายจะมาเล่าให้ฟังบ่อยๆนะจ๊ะ Cool

 

 

สวัสดีค่ะ ~แม่ปันปราย~

 

 

 

 
แต่เดิม แม่ปันปรายเลี้ยงลูกคนโตเองค่ะ เรียกได้ว่าลาออกจากงานมาเลี้ยงดูเลยทีเดียว ดูแลเองทุกอย่าง ลูกชายก็จะติดแม่มาก.. (ตอนนี้โตเป็นหนุ่มเริ่มห่างแล้วล่ะ)
 
 
เลี้ยงลูกเอง พี่เลี้ยงก็ไม่มี เราได้ดูแลใกล้ชิด เป็นความสุขมากๆ เหนื่อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ได้เห็นพัฒนาของลูก เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก อย่างเช่น วันหนึ่งนั่งเล่นกับลูกอยู่ดีๆ ก็เห็นลูกค่อยๆยืนด้วยตัวเอง โอ้โห.. นี่ลูกเรายืนเองได้แล้วหรือนี่.. ทำไงดี ทำไงดี ตื่นเต้น.. วิ่งมาหอมลูก กอดลูก ดีจังเลย เก่งจังเลยลูก หนูยืนเองได้แล้ว
 
 
จากนั้นก็โทรศัพท์ไปหา คุณพ่อของน้องปัน " พี่ๆ ลูกเรายืนได้แล้วนะ ยืนเองด้วย เก่งมากเลย รีบกลับบ้านมานะ จะได้เห็นลูกยืน "  แล้วก็โทรไปหา คุณตาคุณยายอีก มันมีความสุขจริงๆนะ  (อยากประกาศก้อง ให้โลกรับรู้) Embarassed
 
 
แรกๆแม่ปันปรายเลี้ยงลูกแบบครอบครัวเดี่ยวค่ะ นั่นก็คือ ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ในบ้านมีแต่พ่อแม่ลูก (หลังๆค่อยมีย่ายายมาช่วยเลี้ยง)  และก็ไม่ได้อยู่หมู่บ้านจัดสรร น้องเลยไม่ค่อยได้รู้จักเพื่อน เรียกได้ว่า พัฒนาทางด้านสังคม จะช้าหน่อย การแบ่งปันก็จะไม่เข้าใจ เล่นกับเพื่อนก็เล่นไม่เป็น จะเล่นอะไร จะทำอะไรก็จะให้แม่ช่วย คอยฟ้องแม่ตลอด  อยู่กันแบบนี้จนกระทั่งเรียนอนุบาล ไปโรงเรียนๆใหม่ๆร้องไห้หาแม่ทุกวัน ผ่านมา 1 อาทิตย์ ลูกคนอื่นเริ่มหยุดร้องแล้ว แต่ลูกเรายังร้องไห้อยู่เลย (อะไรจะคิดถึงแม่ปานนั้น.. นึกถึงอดีตแล้วก็ขำค่ะ Embarassed)
 
 
ลูกสาวคนเล็กของแม่ปันปราย ตอนนี้ 5 ขวบแล้ว คนนี้ให้เข้าเนอสเซอรี่ตั้งแต่อายุ 2 ขวบกว่าๆ ตอนแรกก็กังวลใจ แต่เห็นว่า อยู่บ้านก็เอาแต่ดูทีวี เราก็ทำงานด้วย กว่าจะอ่านนิทานพูดคุยกัน ก็เย็นแล้ว เลยตัดสินใจลองเอาไปโรงเรียนดู ผลคือพัฒนาการต่างๆดีขึ้นมาก..
 
 
การนำลูกเข้าเรียนก่อนวัยเรียน สำหรับแม่ปันปรายแล้ว ตอนนี้คิดว่าสำคัญค่ะ หลังจากที่ได้พาลูกสาวคนเล็กเข้าเรียนเตรียมอนุบาล ก็พบว่าพัฒนาการของลูกมีการพัฒนาไปมาก ทั้งเรื่องสังคม การพูด และเรื่องวิชาการ
 
 
คุณครูที่สอนเนอสเซอรี่ ปกติแล้วจะเป็นครูที่ผ่านการฝึกอบรมมา จึงเข้าใจพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งลูกเราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ปรับตัวก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล ได้ประโยชน์เยอะค่ะ แม่ปันปรายของแบ่งเป็นข้อๆดังนี้
 
 
1. พัฒนาการเรื่องสังคม เด็กๆจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ต้องเข้าแถว มีระเบียบวินัย รู้จักแบ่งปัน รู้จักแบ่งแยก อันนี้ของเรา อันนี้ของเพื่อน พัฒนาการแบบนี้ ถ้าอยู่เราจะช้าค่ะ เด็กๆต้องมาเผชิญด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ คุณพ่อคุณแม่ที่ห่วงมากเกินไป อาจมีผลให้เด็กกังวล และขาดมั่นใจได้ด้วย
 
 
2. พัฒนาเรื่องภาษา การที่เด็กได้พบปะกับเด็กคนอื่น ได้พูดคุยกัน จริงอยู่ว่า เด็กๆอาจได้รับอิทธิพลภาษาของเด็กคนอื่นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ เด็กๆจะได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคุณครูค่ะ เช่น เมื่อคุณครูนำขนมมาให้ เด็กๆต้องกล่าวคำว่าขอบคุณ หรือเมื่อทำผิด ก็ต้องกล่าวคำว่าขอโทษ เป็นต้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อเจอกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ มักจะปรับตัวได้ไว ถ้าอยากให้เพื่อนเล่นด้วย ก็ต้องคุยกันดีๆ หรือถ้าอยากเล่นของเพื่อนก็ต้องขอกับเพื่อนๆดีๆ เช่นกัน
 
 
3. พัฒนาการเรื่องระเบียบวินัย เด็กๆเวลาอยู่บ้านกับพ่อแม่ มักจะทำตัวตามสบาย หิวเมื่อไหร่ก็ไปบอกแม่ ง่วงก็ไปบอกแม่ หรืออยากจะเล่นก็เล่นเลย เอาของเล่นมาเทลงบนพื้น แล้วก็เล่นตามสบาย แต่เืมื่อลูกเราเข้าไปอยู่รวมกับเพื่อนๆที่โรงเรียน เด็กๆจะมีวินัยมากขึ้น ต้องดื่มนมเวลานี้นะ ต้องกินข้าวตอนนี้ ตอนบ่าย เด็กๆต้องนอน และตื่นมา ต้องล้างหน้าแปรงฟัน หรือเมื่อเล่นของเล่นเสร็จแล้ว เด็กๆต้องเก็บของเล่นให้เรียบร้อยก่อน ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นระบบระเบียบมากขึ้นเลยนะคะ Embarassed
 
 
4. พัฒนาด้านวิชาการ คุณพ่อคุณแม่บางท่านกลัวที่จะให้ลูกไปโรงเรียนเตรียมอนุบาล เพราะเกรงว่าเด็กๆจะถูกยัดเยียดความรู้มากเกินไป แล้วมีผลทำให้เด็กเครียด หรือไม่มีความสุขเท่าที่ควร..  โดยทั่วไปแล้ว การเรียนในช่วงเตรียมอนุบาล เด็กๆไม่ได้เรียนมากมายอะไรหรอกค่ะ เด็กๆจะได้เรียนรู้บ้าง เช่น ได้รู้จักพยัญชนะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และได้เรียนรู้ตัวเลขบ้าง ทั้งนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ จะสอดแทรกความรู้แบบนี้ไปกับ การร้องเพลง และเล่นเกม แต่จะไม่ได้มุ่งหวัง เกณฑ์พัฒนาการด้านนี้เป็นหลัก แต่อาจจะมีบ้าง ที่จะเสริมทักษะด้านสี หรือรูปทรง กิจกรรมของเด็กวัยนี้ จึงมักจะมีแต่ การระบายสี ขีดเส้น หรือปั้นดินน้ำมัน 
 
 
จะว่าไปแล้วการเลี้ยงลูกในยุคสมัยนี้ ดูจะวุ่นวายมากกว่าเดิมนะคะ แค่จะเข้าเรียนอนุบาลยังต้องสอบสัมภาษณ์เลย บางโรงเรียนสอบพ่อกับแม่ด้วย (ปวดขมองค่ะ Frown) ตอนนี้กลายเป็นว่า พ่อแม่เครียดกว่าเด็กเสียแล้ว กลัวลูกเรียนไม่เก่ง กลัวลูกจะสอบเข้าโรงเรียนดังๆไม่ได้ ยุคสมัยเปลี่ยน เราเป็นพ่อแม่ต้องมีสติมากๆ เรื่องเรียนหนังสือก็สำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ให้เค้าเป็นเด็กดี เชื่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราๆ ภูมิใจนะคะ
 
 
 
ครั้งหน้า แม่ปันปรายจะเขียนเรื่องวิธีการเลือกเนอสเซอรี่สำหรับลูก รอติดตามนะคะ
 
 
 
สวัสดีค่ะ
 
~แม่ปันปราย~
 
 
 

เรื่องนี้ว่าไปก็ไม่ยากจะเล่าเท่าไหร่..  เพราะถ้าเล่ากลัวว่าจะเล่ายาวค่ะ Kiss  ประสบการณ์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับแม่ปันปราย เรียกได้ว่าค้มสุดๆ พี่ปันลูกชายคนโตนี่ กินนมแม่จนกระทั่ง อายุ 1 ปี 1 เดือน ถึงได้เลิกนมแม่ (นานเหมือนกันเนอะ)  เล่าให้ใครฟังก็ขำกันใหญ่ ประมาณว่า

 

"โหพี่.. แบบนี้นมไม่เหี่ยวหมดเหรอ" (อ่อ...)


" (อิอิ) ไม่หรอกค่ะ Foot in mouth 

 

มามะ.. จะเล่าให้ฟัง..

 

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นี่เป็นความคลาสิคแบบที่ อยากจะแนะนำคุณแม่รุ่นใหม่ๆนะคะ ตอนแรกๆแม่ปันปรายก็หวั่นๆ อ่านหนังสือก็เยอะ คุยกับคุณแม่รุ่นพี่ก็เยอะ..  เค้าว่า เราเป็นแม่นี่ ก็ต้องกินของที่มีประโยชน์นะ กินเผ็ดกินแซ่บนี่ไม่ได้นะ  เดี๋ยวลูกท้องเสีย เหมือนกับว่าเค้ากินอาหารผ่านนมของเราจ้ะ 

แล้วก็จริงๆด้วยค่ะ แม่ปันปรายเป็นคนชอบทานอาหารรสจัด ชอบทานของเปรี้ยวๆด้วย วันหนึ่งก็อยากกินสับปะรดล่ะ ก็ไม่ได้กินเยอะเลยนะ..  แต่มีผลให้ลูกชายท้องเสีย เป็นอาทิตย์เลยค่ะ เรื่องนี้ขอเตือนเลยนะคะ เล่าไปจะหาว่าเว่อร์  ไม่เว่อร์เลยค่ะ ท้องเสียประมาณเจ็ดวันได้ โห.. สงสารลูกเป็นที่สุด ตูดงี้แดงไปหมด ถ่ายปิ๊บ ถ่ายปิ๊บ อยู่เรื่อย คิดในใจเลย

 

"โอ๋ๆ.. ต่อไปแม่ไม่กินแล้วนะ.. หายไวๆ นะลูก"


ลองถามคุณหมอแล้วค่ะ หมอบอกว่า เด็กเค้าไม่มีภูมิคุ้มกัน เค้าเพิ่งเกิดมาใหม่ๆ เจอสับปะรดไปนิดเดียวเค้าก็ท้องเสีย และก็ท้องเสียเป็นอาทิตย์นี่ถือปกติสำหรับเด็กเล็กๆ... โอ้ววว.. ไม่เคยรู้เลยค่ะ จำไปนานเลยคราวนี้ (สลด..)  

หลังจากนั้นแม่ปันปรายทำตัวใหม่ กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น กินนม กินไข่ กินผัก ไม่ทานอาหารรสจัด และต้องทานอาหารเรียกน้ำนมด้วย

อาหารเรียกน้ำนมก็ได้แก่ แกงเลียง ไก่ผัดขิง น้ำขิง แกงหัวปลี เป็นต้น (หัวปลีนี่เรียกน้ำนมได้เยอะจริงๆ กินบ่อยมากๆ ส่วนมากจะต้มใส่ขาหมู น้ำนมเยอะมากเลยค่ะ)

(สนใจเมนูแกงเลียงกุ้งสด กดทีนี่ได้เลยค่ะ >> วิธีทำแกงเลียง )


เด็กๆที่กินนมแม่ ส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ค่อยป่วย แม่ปันปรายสังเกตจากตัวเองแล้ว คิดว่าจริงนะคะ แต่ที่ดีที่สุด ก็คือ ความผูกพันกันระหว่างแม่กับลูก  ก็จะไม่ผูกพันได้ไงเนอะ กอดกันกินนม ซะขนาดนั้น.. แม่ปันปรายเคยนอนให้ลูกกินนมแล้วก็หลับด้วยกันไปเลยก็มี ตื่นมาตอนดึกๆลูกร้องก็เอานมป้อนอีก นอนสบายเลย ไม่ต้องลุกมาชงนมให้ยุ่งยาก


นมแม่นอกจากจะผลิตกันสดๆจากเต้าแล้ว.. ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารบางอย่างที่จะมีเฉพาะนมแม่เท่านั้น เช่น สารเทอรีน ซึ่งสารที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของเด็ก (รายละเอียดลึกกว่านั้น ลองค้นในอินเตอร์เนตดูนะคะ แม่ปันปรายขอเล่าแค่นี้พอค่ะCool)


ส่วนใครที่กังวลว่า นมเล็กแบบนี้คงไม่มีน้ำนมหรอก นี่ไม่จริงนะคะ แม่ปันปรายรับประกันได้ Embarassed เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับขนาดแม้แต่อย่างใด  ถึงตอนนี้แล้วก็ยังจำได้ดีค่ะว่า ตอนนั้นตัวเองมีน้ำนมเยอะมาก ลูกชายเองก็กินมากเช่นกัน เวลาที่เค้าอิ่มนมแล้วแต่น้ำนมของตัวเองยังไหลต่อได้อีก บางทีพุ่งเป็นสายเลยค่ะ.. ตลกมาก ดังนั้นขนาดไม่เกี่ยวแน่นอนจ้ะ (นั่งยันนอนยันเลยได้)


นมแม่ นอกจากจะสะดวกแล้ว ยังประหยัดอีกด้วยค่ะ ช่างเหมาะกับการยุคการครองชีพแบบปัจจุบันซะจริงๆเลย  แถมพกติดตามตัวใช้การได้ตลอดเวลาอีกต่างหาก ว่าก็ว่าเถอะ ใครยังไม่ลูกนี่ไม่เข้าใจหรอกค่ะ นมกระป๋องสมัยนี้แพงจริงๆ ยิ่งลูกใครแพ้นมวัว แล้วต้องกินนมอย่างอื่นแทน ยิ่งแพงไปใหญ่ หรือนมประเภทที่มีสารอาหารพิเศษอื่นๆ นั่นก็แพงมาก... ถ้าเลือกได้ ก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันเถอะนะคะ ยุคสมัยนี้ความเจริญก้าวหน้าทันสมัย เราสามารถปั๊มนมแม่ แล้วเก็บในช่องแช่แข็งไว้ให้ลูกได้ด้วย เก็บได้นานประมาณ 3 - 6 เดือนได้เลยค่ะ 


นมแม่ดีอย่างนี้แล้ว คุณแม่ใหม่ๆไม่ต้องกลัวนะคะ รักลูกต้องให้นมแม่ค่ะ 

 

~แม่ปันปราย~

 

ปล. กำลังสนุกเล่าเรื่องแม่ๆค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณแม่รุ่นใหม่ๆบ้าง มีเรื่องเล่าเยอะแยะ นึกอะไรได้ก็จะมาเล่าเรื่อยๆ จ้ะ Cool


 

สนใจเมนูเรียกน้ำนม ที่แม่ปันปรายเคยทำไว้กดที่รูปได้เลยจ้ะ