แต่เดิม แม่ปันปรายเลี้ยงลูกคนโตเองค่ะ เรียกได้ว่าลาออกจากงานมาเลี้ยงดูเลยทีเดียว ดูแลเองทุกอย่าง ลูกชายก็จะติดแม่มาก.. (ตอนนี้โตเป็นหนุ่มเริ่มห่างแล้วล่ะ)
 
 
เลี้ยงลูกเอง พี่เลี้ยงก็ไม่มี เราได้ดูแลใกล้ชิด เป็นความสุขมากๆ เหนื่อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ได้เห็นพัฒนาของลูก เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก อย่างเช่น วันหนึ่งนั่งเล่นกับลูกอยู่ดีๆ ก็เห็นลูกค่อยๆยืนด้วยตัวเอง โอ้โห.. นี่ลูกเรายืนเองได้แล้วหรือนี่.. ทำไงดี ทำไงดี ตื่นเต้น.. วิ่งมาหอมลูก กอดลูก ดีจังเลย เก่งจังเลยลูก หนูยืนเองได้แล้ว
 
 
จากนั้นก็โทรศัพท์ไปหา คุณพ่อของน้องปัน " พี่ๆ ลูกเรายืนได้แล้วนะ ยืนเองด้วย เก่งมากเลย รีบกลับบ้านมานะ จะได้เห็นลูกยืน "  แล้วก็โทรไปหา คุณตาคุณยายอีก มันมีความสุขจริงๆนะ  (อยากประกาศก้อง ให้โลกรับรู้) Embarassed
 
 
แรกๆแม่ปันปรายเลี้ยงลูกแบบครอบครัวเดี่ยวค่ะ นั่นก็คือ ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ในบ้านมีแต่พ่อแม่ลูก (หลังๆค่อยมีย่ายายมาช่วยเลี้ยง)  และก็ไม่ได้อยู่หมู่บ้านจัดสรร น้องเลยไม่ค่อยได้รู้จักเพื่อน เรียกได้ว่า พัฒนาทางด้านสังคม จะช้าหน่อย การแบ่งปันก็จะไม่เข้าใจ เล่นกับเพื่อนก็เล่นไม่เป็น จะเล่นอะไร จะทำอะไรก็จะให้แม่ช่วย คอยฟ้องแม่ตลอด  อยู่กันแบบนี้จนกระทั่งเรียนอนุบาล ไปโรงเรียนๆใหม่ๆร้องไห้หาแม่ทุกวัน ผ่านมา 1 อาทิตย์ ลูกคนอื่นเริ่มหยุดร้องแล้ว แต่ลูกเรายังร้องไห้อยู่เลย (อะไรจะคิดถึงแม่ปานนั้น.. นึกถึงอดีตแล้วก็ขำค่ะ Embarassed)
 
 
ลูกสาวคนเล็กของแม่ปันปราย ตอนนี้ 5 ขวบแล้ว คนนี้ให้เข้าเนอสเซอรี่ตั้งแต่อายุ 2 ขวบกว่าๆ ตอนแรกก็กังวลใจ แต่เห็นว่า อยู่บ้านก็เอาแต่ดูทีวี เราก็ทำงานด้วย กว่าจะอ่านนิทานพูดคุยกัน ก็เย็นแล้ว เลยตัดสินใจลองเอาไปโรงเรียนดู ผลคือพัฒนาการต่างๆดีขึ้นมาก..
 
 
การนำลูกเข้าเรียนก่อนวัยเรียน สำหรับแม่ปันปรายแล้ว ตอนนี้คิดว่าสำคัญค่ะ หลังจากที่ได้พาลูกสาวคนเล็กเข้าเรียนเตรียมอนุบาล ก็พบว่าพัฒนาการของลูกมีการพัฒนาไปมาก ทั้งเรื่องสังคม การพูด และเรื่องวิชาการ
 
 
คุณครูที่สอนเนอสเซอรี่ ปกติแล้วจะเป็นครูที่ผ่านการฝึกอบรมมา จึงเข้าใจพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งลูกเราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ปรับตัวก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล ได้ประโยชน์เยอะค่ะ แม่ปันปรายของแบ่งเป็นข้อๆดังนี้
 
 
1. พัฒนาการเรื่องสังคม เด็กๆจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ต้องเข้าแถว มีระเบียบวินัย รู้จักแบ่งปัน รู้จักแบ่งแยก อันนี้ของเรา อันนี้ของเพื่อน พัฒนาการแบบนี้ ถ้าอยู่เราจะช้าค่ะ เด็กๆต้องมาเผชิญด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ คุณพ่อคุณแม่ที่ห่วงมากเกินไป อาจมีผลให้เด็กกังวล และขาดมั่นใจได้ด้วย
 
 
2. พัฒนาเรื่องภาษา การที่เด็กได้พบปะกับเด็กคนอื่น ได้พูดคุยกัน จริงอยู่ว่า เด็กๆอาจได้รับอิทธิพลภาษาของเด็กคนอื่นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ เด็กๆจะได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคุณครูค่ะ เช่น เมื่อคุณครูนำขนมมาให้ เด็กๆต้องกล่าวคำว่าขอบคุณ หรือเมื่อทำผิด ก็ต้องกล่าวคำว่าขอโทษ เป็นต้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อเจอกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ มักจะปรับตัวได้ไว ถ้าอยากให้เพื่อนเล่นด้วย ก็ต้องคุยกันดีๆ หรือถ้าอยากเล่นของเพื่อนก็ต้องขอกับเพื่อนๆดีๆ เช่นกัน
 
 
3. พัฒนาการเรื่องระเบียบวินัย เด็กๆเวลาอยู่บ้านกับพ่อแม่ มักจะทำตัวตามสบาย หิวเมื่อไหร่ก็ไปบอกแม่ ง่วงก็ไปบอกแม่ หรืออยากจะเล่นก็เล่นเลย เอาของเล่นมาเทลงบนพื้น แล้วก็เล่นตามสบาย แต่เืมื่อลูกเราเข้าไปอยู่รวมกับเพื่อนๆที่โรงเรียน เด็กๆจะมีวินัยมากขึ้น ต้องดื่มนมเวลานี้นะ ต้องกินข้าวตอนนี้ ตอนบ่าย เด็กๆต้องนอน และตื่นมา ต้องล้างหน้าแปรงฟัน หรือเมื่อเล่นของเล่นเสร็จแล้ว เด็กๆต้องเก็บของเล่นให้เรียบร้อยก่อน ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นระบบระเบียบมากขึ้นเลยนะคะ Embarassed
 
 
4. พัฒนาด้านวิชาการ คุณพ่อคุณแม่บางท่านกลัวที่จะให้ลูกไปโรงเรียนเตรียมอนุบาล เพราะเกรงว่าเด็กๆจะถูกยัดเยียดความรู้มากเกินไป แล้วมีผลทำให้เด็กเครียด หรือไม่มีความสุขเท่าที่ควร..  โดยทั่วไปแล้ว การเรียนในช่วงเตรียมอนุบาล เด็กๆไม่ได้เรียนมากมายอะไรหรอกค่ะ เด็กๆจะได้เรียนรู้บ้าง เช่น ได้รู้จักพยัญชนะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และได้เรียนรู้ตัวเลขบ้าง ทั้งนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ จะสอดแทรกความรู้แบบนี้ไปกับ การร้องเพลง และเล่นเกม แต่จะไม่ได้มุ่งหวัง เกณฑ์พัฒนาการด้านนี้เป็นหลัก แต่อาจจะมีบ้าง ที่จะเสริมทักษะด้านสี หรือรูปทรง กิจกรรมของเด็กวัยนี้ จึงมักจะมีแต่ การระบายสี ขีดเส้น หรือปั้นดินน้ำมัน 
 
 
จะว่าไปแล้วการเลี้ยงลูกในยุคสมัยนี้ ดูจะวุ่นวายมากกว่าเดิมนะคะ แค่จะเข้าเรียนอนุบาลยังต้องสอบสัมภาษณ์เลย บางโรงเรียนสอบพ่อกับแม่ด้วย (ปวดขมองค่ะ Frown) ตอนนี้กลายเป็นว่า พ่อแม่เครียดกว่าเด็กเสียแล้ว กลัวลูกเรียนไม่เก่ง กลัวลูกจะสอบเข้าโรงเรียนดังๆไม่ได้ ยุคสมัยเปลี่ยน เราเป็นพ่อแม่ต้องมีสติมากๆ เรื่องเรียนหนังสือก็สำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ให้เค้าเป็นเด็กดี เชื่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราๆ ภูมิใจนะคะ
 
 
 
ครั้งหน้า แม่ปันปรายจะเขียนเรื่องวิธีการเลือกเนอสเซอรี่สำหรับลูก รอติดตามนะคะ
 
 
 
สวัสดีค่ะ
 
~แม่ปันปราย~
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณที่แบ่งปันอ่านแล้วสบายใจคลายกังวลขึ้นเยอะค่ะเพราะจะส่งลูกไปตอนสองขวบเหมือนกัน

#8 By P and A (180.183.9.6|172.16.1.8, 180.183.9.6) on 2015-04-27 11:27

ขอบคุณที่นำม่แบ่งปันกันนะค่ะ   ชอบมากเลยนิสัยลูกมีหลายๆอย่างเหมือนกันเลยค่ะ 

#7 By คุณแม่น้องนัฎ (125.25.105.202|125.25.105.202) on 2015-02-11 10:53

 ถ้าพูดถึงเนอสเซอรี่แนะนำโรงเรียนอนุบาลทองพูนคะ คุณครูมีการเรียนการสอนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ตั้งแต่ระดับชั้นเนอสเซอรี่เลยค่ะ
 สนใจก็ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์โรงเรียน
www.thongpoonschool.com นะคะ

#6 By mama (171.7.91.181) on 2013-09-04 11:17

11

#5 By 22 (171.7.91.181) on 2013-09-04 11:09

หนูอ่านผ่าน ๆ ค่ะ ไม่คิดมีลูก cry
ข้อ 4 นี่จริงเลยนะคะ คนที่ไม่ส่งลูกไปเนอสเซอรี่คิดแบบนั้นกันเยอะ
อ่านที่พี่ปูเขียนแล้ว
เข้าใจง่ายดีค่ะว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง Hot! big smile

#4 By Mrs. Holmes on 2012-05-18 18:38

ไปเนอสเซอรี่ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี เด็กๆก็จะได้ไปเจอเพื่อนเล่น
พัฒนาการก็จะเร็วขึ้น
แต่ข้อเสียก็คือ บางทีไปติดหวัดมา
ติดคำหยาบคายหรือนิสัยแย่ๆมา
ความเห็นส่วนตัวจ้า
สอง ฮ่าๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#3 By Nirankas on 2012-05-17 23:46

เด้งก็เห็นด้วยนะ เหมือนหลายๆครั้งที่เคยเห็นน่ะครับ หลานที่บ้านทำอะไรบางอย่างไม่ได้ สอนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ แต่พอไปเจอสังคมของเขาเอง ไปเจอวิธีที่ถูกต้องมากกว่า กลับมาหลานทำได้เลย

#2 By LungDeng on 2012-05-17 14:43

ตอนเด็กๆ ผมก็ติดแม่มากๆเหมือนกันครับร้องไห้ตลอดสมัยอนุบาล แม่แอบดูบอกว่าร้องไห้จน เพื่อนผู้หญิงสมัยอนุบาลมาจูงชวนไปเล่น ฮ๊าๆ
เด็กชาย พั้ง นามสมมุติHot!

sad smile sad smile

#1 By K a p p a on 2012-05-17 08:41